การเจริญสติ

สติเป็นส่วนสำคัญของโปรแกรมบำบัดมะเร็งแบบบูรณาการที่คลินิก TheLifeCo

คลินิก TheLifeCo ใช้จิตวิทยามนุษย์และจิตวิทยาในการบำบัดที่อิงตามแนวทางของการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม และพุทธศาสนาแบบเซน ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การสร้างทักษะหลัก 4 ประการเพื่อการมีสภาพจิตใจที่แข็งแรง

ทักษะเหล่านี้ ได้แก่ การมีสติ การควบคุมอารมณ์ ประสิทธิผลระหว่างบุคคล และความอดทนต่อความทุกข์

เนื่องด้วยทักษะเหล่ามีผลอย่างมากต่อการมีตัวตนทางจิตใจและจิตวิญญาณของมนุษย์ เราจึงมุ่งเน้นไปที่การฝึกสติเพื่อส่งเสริมการรักษาของผู้ป่วย ผ่านกิจกรรมและการบำบัดต่างๆ

การฝึกสติได้รับการส่งเสริมและเพิ่มพูนผ่านกิจกรรมและการบำบัดต่างๆ เพื่อช่วยแต่ละบุคคลในการขจัดความเครียด ส่งเสริมความคิดเชิงบวก จัดการความสัมพันธ์ ปรับสมดุลของอารมณ์และความคิด ขจัดต้นเหตุของความกลัว เพื่อในท้ายที่สุดจะได้มีจิตใจที่สงบ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอันควรมี เมื่ออยู่ในระหว่างและหลังกระบวนการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ

การบำบัดทางการหายใจ

การฝึกควบคุมลมหายใจ หรือ Breathwork เป็นเทคนิคการหายใจที่เรียบง่าย อ่อนโยน แต่ทรงพลัง หรือที่เรียกกันว่า Rebirthing

หลักการทำงานคือ สุขภาวะที่ดีของจิตใจและร่างกายมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการเปิดกว้างของการหายใจ การผ่อนคลายและปลดปล่อยลมหายใจจะช่วยสลายความตึงเครียดทั้งในร่างกายและจิตใจ และทำให้ได้สัมผัสถึงอิสรภาพและการบรรลุในชีวิต เพราะมันนำมาซึ่งการตระหนักรู้ที่กว้างขวางขึ้นในทุกระดับ ทั้งร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และจิตวิญญาณ

“ความเครียด ความกดดัน และความบอบช้ำจากกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งการงานและการใช้ชีวิต มักขัดขวางความสามารถในการหายใจของเรา”
Leonard Orr, ผู้ริเริ่ม Rebirthing

“การหายใจในแบบที่เป็นวงจร มีพลัง ผ่อนคลาย และมีตัวชี้แนะและสนับสนุน ช่วยให้เกิดความเข้าใจที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของชีวิต วิสัยทัศน์ การปลดปล่อยทางอารมณ์ที่ลึกซึ้ง และสภาวะสงบ (….) การเดินทางลึกเข้าไปในความฝันที่ช่วยปลดปล่อยอารมณ์ในขณะตื่น”

จากนั้น สภาวะของการมีสติสัมปชัญญะที่ลึกซึ้งจะเกิดขึ้นและสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจน เป็นสภาวะที่ความทรงจำ รูปภาพ อารมณ์ หรือความรู้สึกทางกายสามารถนำมาทบทวน ปลดปล่อย และรวมเข้าด้วยกันได้
“ความเจ็บป่วยเป็นผลมาจากการกำจัดสารพิษออกจากร่างกายอย่างไม่เหมาะสม ออกซิเจนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยร่างกายในการขจัดสารพิษ”
Ed McCabe, Oxygen Therapies, A New Way of Approaching Disease (1988)

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพของการฝึกการหายใจ

“สิ่งที่เรารู้ก็คือ ระบบฮอร์โมนและภูมิคุ้มกันของเราได้รับอิทธิพลและถูกควบคุมจากระบบประสาทอัตโนมัติ (ANS) ของเรา ความเครียดมีผลอย่างมากและอาจทำให้ ANS และระบบย่อยทั้งสองส่วนเกิดความผิดปกติได้ (ลองจินตนาการถึงการขาดไปหรือมาไม่ตรงเวลาของรอบเดือนเวลาที่ผู้หญิงมีความเครียดมากๆ) เราจะสามารถปลดปล่อยความเครียดที่ถูกสะสมอยู่ในระบบประสาท ออกจากการครอบงำระบบประสาทซิมพาเธติกหรือส่วนหลังของ ANS ผ่านการฝึกการหายใจ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการทำงานของระบบฮอร์โมนและภูมิคุ้มกันของเรา” (จาก Breathwork Forum ‘การศึกษาเกี่ยวกับ เกี่ยวกับ Breathwork’)

มะเร็ง
“การค้นพบครั้งแรกเกิดขึ้นโดยคุณหมอผู้ได้รับรางวัลโนเบล Dr. Otto Warburg ผู้อำนวยการสถาบัน Max Planck Institute for Cell Physiology ในเบอร์ลิน เขายืนยันว่า ปัจจัยเบื้องต้นที่สำคัญสำหรับการเกิดมะเร็งคือ การขาดออกซิเจนในระดับเซลล์” Nathaniel Altman, การบำบัดด้วยออกซิเจน หน้า 66

“มะเร็งมีสาเหตุที่สำคัญเพียงประการเดียว คือ การแทนที่การหายใจด้วยออกซิเจนตามปกติของเซลล์ในร่างกายด้วยการหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจน (เช่น ภาวะขาดออกซิเจน)” Dr. Otto Warburg, Nobel Laureate, ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์เพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (Medicine for Cancer Research)

โรคหัวใจ
“การหายใจที่ดีต่อสุขภาพควรเป็นสิ่งแรกที่ถูกสอนให้กับผู้ป่วยโรคหัวใจ การศึกษาหนึ่งของดัตช์ซึ่งจัดทำโดยแพทย์ชื่อ Dixhoorn เปรียบเทียบผู้ป่วยหัวใจวายสองกลุ่ม กลุ่มแรกได้รับการสอนการหายใจด้วยกระบังลมอย่างง่าย ในขณะที่กลุ่มที่สองไม่ได้รับการฝึกสอนใดๆเลย กลุ่มที่มีการฝึกการหายใจพบว่าไม่มีอาการหัวใจวายอีกเลย ในขณะที่มีสมาชิก 7 ใน 12 คนของกลุ่มที่สองมีอาการหัวใจวายครั้งที่สองในช่วง 2 ปีต่อมา” Gay Hendricks, Ph.D. Conscious Breathing หน้า 16

การขับสารพิษ
“ร่างกายมนุษย์ถูกออกแบบมาเพื่อระบายสารพิษ 70% ออกทางการหายใจ มีสารพิษเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่ถูกขับออกทางเหงื่อ การถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ หากการหายใจของคุณไม่ได้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ คุณก็ไม่ได้กำจัดสารพิษออกจากตัวเองอย่างเหมาะสม”
Gay Hendricks, Ph.D. Conscious Breathing หน้า 17

ผลลัพธ์อื่นๆ:
ขับสารพิษและอารมณ์ที่อัดอั้น
จัดการความเครียดได้ดีขึ้น
ส่งเสริมสมาธิ
ความเข้าใจและการกำจัดพฤติกรรมที่ทำงานผิดปกติ
ความรู้สึกถึงความสามารถในการควบคุมโชคชะตาของตนเอง
เชื่อมต่อกับพลังที่สำคัญและความสุขของชีวิต
เรียนรู้ที่จะแสดงศักยภาพของตนออกมาอย่างเต็มที่
มีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น
…และอื่นๆอีกมากมาย

“ไม่ใช่ภูเขาตรงหน้าที่คุณต้องปีนขึ้นไปที่ทำให้คุณเหนื่อยล้า แต่เป็นก้อนกรวดในรองเท้าของคุณต่างหาก”
Muhammad Ali’,
นักมวยมืออาชีพและนักเคลื่อนไหวชาวอเมริกัน

ศิลปะบำบัด

แมนดาลา (Mandala) เป็นสัญลักษณ์ (ในภาษาสันสกฤตหมายถึง “วงกลม” หรือ “ความสมบูรณ์”) ที่ส่วนใหญ่รู้จักกันในความหมายที่ลึกซึ้งทางจิตวิญญาณของความสมบูรณ์และความเป็นหนึ่งเดียว

วัฒนธรรมและผู้คนที่หลากหลาย เช่น ชาวพุทธ ฮินดู และทิเบต ต่างหลงเสน่ห์ในความงามและความลึกซึ้งของสัญลักษณ์นี้ ในประวัติศาสตร์สัญลักษณ์นี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “สิ่งที่แสดงถึงตัวตนที่ปราศจากสติของเรา” และภาพสะท้อนของต้นแบบของเราตามที่ Carl Jung นักจิตวิเคราะห์ได้วางไว้ ดังนั้น ศิลปะบำบัดโดย “การวาดภาพแมนดาลา” จึงเชื่อกันว่ามีพลังในการบำบัด และสะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณและตัวตนของผู้ที่สร้างมันขึ้นมา

ธรรมชาติของการสร้างแมนดาลาเป็นการบำบัดและเป็นเชิงสัญลักษณ์ รูปแบบ การเลือกใช้สีและรูปทรง ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตัวตนและนิสัยใจคอของคนๆ หนึ่ง และเป็นวิธีที่ดีเยี่ยมเพื่อให้คนได้แสดงออกอย่างอิสระ ไม่ว่าคุณจะรู้สึกหรือคิดอะไรอยู่ในขณะวาดและระบายสีแมนดาลา สิ่งนั้นจะหารูปแบบให้แสดงออกมาบนผืนผ้าใบ และทำให้ผู้สร้างได้สัมผัสกับช่วงเวลาแห่งสติที่ดีที่สุด ในทุกจังหวะของแปรง และทุกความคิดและความรู้สึกที่ถูกสะท้อนออกมาบนผืนผ้าใบ การบำบัดจะเกิดขึ้นโดยบังเอิญ และนำมาซึ่งการมีสติ ความสงบของจิตใจ และการขจัดความคิดมาก ความเครียด หรือความคิดเชิงลบ

คล้ายกับศิลปะและการบำบัดรูปแบบอื่นๆส่วนใหญ่ แนวคิดโบราณที่กล่าวว่า ‘มันไม่ได้อยู่ที่ผลลัพธ์สุดท้าย มันอยู่ที่ระหว่างการเดินทาง’ นั้น ใช้ได้อย่างแน่นอนสำหรับ ‘ศิลปะบำบัดด้วยแมนดาลา’ ซึ่งนำไปสู่การสร้างภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงตัวตนภายในและจิตไร้สำนึกโดยรวมของคนๆหนึ่ง

ที่ TheLifeCo ผู้ป่วยจำนวนมากเริ่มจากการสร้างแมนดาลาสัปดาห์ละครั้งหรือสองครั้ง และส่วนใหญ่จบลงด้วยการทำเป็นกิจวัตรประจำวัน และได้ปลดปล่อยความคิดและความรู้สึก ทำให้มีความสงบและชัดเจนมากยิ่งขึ้น

การบำบัดด้วยเสียง

ทุกสิ่งที่เราได้ยินมีผลกระทบทางอารมณ์และทางกายภาพต่อร่างกายและจิตใจของเรา ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เสียงจะถูกนำมาใช้เป็นรูปแบบหนึ่งในการรักษา วัฒนธรรมโบราณหลายแห่ง เช่น อิคารอส และชาวฮินดูในอดีต ใช้เสียงเพื่อรักษาและฟื้นฟูผู้ป่วย ความตั้งใจพื้นฐานของการรักษาด้วยเสียงนั้นเหมือนกันมาโดยตลอด นั่นคือเพื่อให้เกิดความสมดุล แทนที่ความไม่สมดุล และนำไปสู่สภาพจิตใจที่สงบยิ่งขึ้น

การบำบัดทำงานอย่างไร

เสียงที่นักบำบัดสร้างขึ้นโดยใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น โบลิ่ง กลอง และระฆัง จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในคลื่นสมองของเราโดยใช้การเข้าถึง และจะไปสอดประสานกับคลื่นสมองที่ผันผวนของเรา โดยให้ความถี่ที่คงที่ซึ่งคลื่นสมองสามารถปรับให้เข้ากันได้ และด้วยความช่วยเหลือของจังหวะและความถี่เฉพาะ เราจะสามารถควบคุมคลื่นสมองของเราได้ ทำให้สามารถเปลี่ยนสถานะเบต้าปกติของเรา (สติสัมปชัญญะในภาวะตื่นปกติ) ลงเป็นอัลฟ่า (สติสัมปชัญญะในภาวะผ่อนคลาย) หรือถึงระดับธีต้า (สภาวะเข้าฌาน) และเดลต้า (การนอนหลับ ซึ่งการรักษาภายในสามารถเกิดขึ้นได้)

แนวคิดเดียวกันนี้ยังถูกนำไปใช้ในการฝึกสมาธิ ซึ่งใช้ลมหายใจเป็นตัวแทนแทนเสียง

การบำบัดนี้เป็นอย่างไร

การบำบัดโดยปกติแล้วจะมีทั้งแบบทางอ้อมและทางตรงสำหรับผู้เข้าร่วม คุณจะรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นและรู้สึกช้าโดยการนอนราบตลอดช่วงการบำบัด ที่ต้องทำมีเพียงแค่หายใจและฟังเสียง ซึ่งเป็นแง่มุมทางอ้อม เมื่อทำเช่นนี้คุณจะได้เตรียมตัวเองเป็นผู้รับเสียง ปล่อยให้ความถี่เสียงโต้ตอบกับสมองของคุณ เพื่อช่วยให้คลื่นสมองมีเสถียรภาพและสมดุล

การบำบัดด้วยเสียงสามารถช่วยรักษาปัญหาทางจิตที่หลากหลาย รวมถึงโรคต่างๆ เช่น ความผิดปกติของการนอนหลับ ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า การจัดการความเครียดและความเจ็บปวด

ที่คลินิก TheLifeCo ผู้ป่วยและผู้รับบริการเข้าร่วมการบำบัดด้วยเสียงสัปดาห์ละครั้ง พร้อมกับกิจกรรมเจริญสติและจิตวิญญาณอื่นๆอีกมากมาย